03 สิงหาคม 2559

ตอนที่ 3 เหมือนเป็นคนละทีม

วันที่ 1 สิงหาคม 2558 พวกเรามาที่สนาม Olympic Stadium เพื่อแข่งกับทีมชาติติมอร์ต่อในครึ่งหลัง เช้าวันนั้นแดดแรงและอากาศร้อนผิดจากเมื่อวาน สนาม Olympic Stadium เป็นสนามหญ้าเทียมที่มีไอร้อนจากพื้นสนามระอุขึ้นมา ทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ผมกังวลใจกลัวว่าเราจะตกเป็นรองติมอร์มากกว่าเดิม ที่เมื่อวานดูเหมือนเราจะสู้ความแข็งแกร่งไม่ได้แล้วยังต้องมาเจออากาศแบบนี้อีก แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายังพอมีความหวังอยู่คือฟุตบอลนักเรียนที่น้องๆลงแข่งเป็นประจำก็แข่งกันช่วงเวลากลางวันนี้แหละ บางนัดแข่งกันตอนเที่ยงวันก็มี



ในเกมการแข่งขัน ฟอร์มการเล่นของน้องๆ แต่ละคนเหมือนเป็นคนละทีมจากเมื่อวาน การผ่านบอล จังหวะการเข้าทำ และการยิงประตู ทำได้ดีมาก กองหลังเล่นแน่นอน กองกลางจ่ายบอลได้ดี มีจังหวะผ่านบอลให้กองหน้าเราทะลุเข้าไปจบสกอร์ทำประตูได้ และมีจังหวะยิงไกลสวยๆ จบการแข่งขันเราชนะ 3-0 ผมกลับมาถามตัวเองในค่ำวันนั้นว่า ถ้าเมื่อวานไม่มีฝนตกจนทำให้ต้องเลื่อนการแข่งขัน อะไรจะเกิดขึ้น จึงเริ่มเห็นว่าทีมของเรานอกจากฝีเท้าจะไม่เป็นรองทีมไหนแล้ว ยังมากับดวงอีกต่างหาก และสิ่งที่ผมคิดไว้ก็มาชัดเจนขึ้นอีกในวันที่เราพบกับทีมชาติเวียดนาม





ตอนที่ 2 เมื่ออากาศเป็นใจ

ผมยอมรับเป็นการส่วนตัวเลยว่านอกเหนือจากความสามารถของตัวน้องๆนักฟุตบอล รวมถึงโค้ชและทีมงานที่มีส่วนช่วยให้ทีมชาติไทยชุด U16 ได้แชมป์อาเซียนในปี 2015 ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งคือ "สภาพอากาศ"

ในการแข่งขันรอบแรก พวกเราต้องลงฝึกซ้อมและแข่งขันท่ามกลางสายฝนแทบทุกวัน ฝนตกหนักจนทำให้มีการเลื่อนการแข่งขันถึงสองนัดติดต่อกัน ซึ่งผมมองว่าการเลื่อนการแข่งขันนี้แหละเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ

วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง ที่สนาม Army Stadium กรุงพนมเปญ ทีมชาติไทยมีโปรแกรมแข่งขันรอบแรกนัดที่สามพบกับติมอร์ เลสเต แม้ว่าพวกเราจะแก้ตัวจากการแพ้ลาวในนัดแรกด้วยการเอาชนะมาเลเซียมาได้ แต่โอกาสเข้ารอบก็ยังเป็นของทุกทีมในกลุ่ม ซึ่งมีติมอร์และเวียดนามเป็นคู่แข่งสำคัญของเรา

ทีมชาติติมอร์พักอยู่โรงแรมเดียวกับทีมชาติไทย เด็กแต่ละคนดูโตเกินอายุจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาโกงอายุมาหรือเปล่า เพราะเทียบกับเด็กไทยแล้วพวกนั้นดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าทั้งรูปร่างหน้าตาและลักษณะท่าทาง เด็กไทยบางคนแค่เดินข้ามถนนไปซื้อของใช้ส่วนตัวที่ร้านขายของใกล้โรงแรมยังต้องรอเพื่อนเพื่อไปพร้อมกันเป็นกลุ่ม ส่วนเด็กติมอร์ที่ผมสังเกตเห็น บางคนไปเดินเล่นไปซื้อของกันในร้านที่อยู่ไกลออกไปแบบไม่ค่อยกลัวอะไรนัก พูดคุยทักทายกับคนโน้นคนนี้แบบไม่เคอะเขิน และโตเป็นหนุ่มชนิดที่ว่าชอบแซวพนักงานสาววัยรุ่นของโรงแรมด้วย จนพนักงานคนนั้นต้องหลบเข้าไปอยู่ในครัว

น้องๆ ช้างศึกจูเนียร์ลงแข่งขันในวันนั้นด้วยความมุ่งมั่น และดูจะผ่อนคลายความเครียดไปได้พอสมควรหลังจากพบกับชัยชนะมาในนัดก่อนหน้านี้ ช่วงต้นของการแข่งขันสภาพอากาศดีมาก แต่ผมก็อดคิดไม่ได้ว่าฝนจะตก เพราะสังเกตมาหลายวันแล้วว่าช่วงนั้นจะเริ่มมีฝนตกสักประมาณสี่โมงเย็นเป็นประจำที่พนมเปญ รูปเกมของเราไม่ดีเท่าที่ควร ดูแล้วสู้ความแข็งแกร่งของติมอร์ไม่ได้เลย และเรายังไม่สามารถสร้างเกมของเราเองขึ้นมาได้ ในเวลานั้นผมยอมรับตามตรงว่าเราอาจจะแพ้ถ้าเป็นแบบนี้


การแข่งขันผ่านไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงฝนตกลงมาอย่างหนักตามเวลาที่คาดไว้ ทั้งสองทีมลุยฝนแข่งกันจนกระทั่งหมดเวลาการแข่งขันในครึ่งแรก เสมอกันอยู่ 0-0 และก่อนจะถึงเวลาเริ่มครึ่งหลัง ฝ่ายจัดการแข่งขันมาแจ้งกับผมในฐานะตัวแทนของผู้จัดการทีมว่าขอให้รออีก 30 นาทีถึงจะเริ่มทำการแข่งขันเพราะดูสภาพสนามแล้ว น้ำท่วมขังแข่งต่อไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ฝ่ายจัดการแข่งขันจึงขอเลื่อนไปแข่งในวันรุ่งขึ้น ตอนสิบโมงเช้า ที่สนาม Olympic Stadium ผมจึงได้ไปแจ้งให้โค้ชทราบและพวกเราก็เตรียมตัวกลับโรงแรมที่พัก

ในระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งรถออกจากสนาม ฝนหยุดตกไปได้สักพัก มีนักฟุตบอลสโมสรอาร์มี่ ซึ่งเป็นทีมฟุตบอลลีกอาชีพของกัมพูชาเตรียมตัวลงซ้อมใช้สนามต่อ ผมคิดกับตัวเองว่าโชคดีแล้วที่เลื่อนการแข่งขัน ถ้าขืนแข่งกันต่อ ฟอร์มการเล่นและรูปเกมแบบนี้พวกเรามีสิทธิ์แพ้


02 สิงหาคม 2559

ตอนที่ 1 คิดทบทวน

หนึ่งปีที่ผ่านมา ถือเป็น Coming of age อีกครั้งของชีวิตที่ได้เจอประสบการณ์ดีๆ และทำให้ชีวิตก้าวผ่านวันเวลามาอีกขั้น

จากงานประจำเป็นอาจารย์สอนหนังสือก็ได้ไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมฟุตบอลอุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด สักพักก็มีโอกาสทำงานเลขานุการทีมฟุตบอล U16 ทีมชาติไทย ไปแข่งที่เขมร ชนะเวียดนาม ชนะออสเตรเลีย ชนะพม่า ได้แชมป์อาเซียน AFF U16 แถมเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติไทยไปแข่งชิงแชมป์เอเชียรอบคัดเลือกที่สิงคโปร์




แล้วก็ลาออกจากงานที่ทำมา 13 ปี ย้ายไปอยู่ที่ใหม่

ถ้าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวก็อยากจะพูดถึงช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้มากเป็นพิเศษ

02 ธันวาคม 2556

ความรู้สึกเรื่องการเมืองในเดือนสุดท้ายของปี 2556

ผู้ที่มีจิตใจรักความเป็นธรรมและเชื่อมั่นในประชาธิปไตย
- ไม่ควรนำเรื่องการเสียชีวิตไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใดและความรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมืองมาล้อเล่นหรือใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามกับตน และควรปล่อยให้การสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายบ้านเมือง
- นปช.คนเสื้อแดงมีสิทธิชุมนุมเพื่อสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (และอาจมีความชอบธรรมมากกว่าอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ) พอๆกับที่ฝ่ายคุณสุเทพชุมนุมต่อต้านรัฐบาล (แล้วไม่เสนอทางออกอะไรที่เป็นประชาธิปไตยเลย)
- หยุดดูถูกดูแคลนผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมืองว่าต่ำต้อยด้อยค่าเป็นขี้ข้าเป็นควายเป็นแมลงสาบไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นใดๆ เพราะพวกเขาก็เป็นคนไทยเหมือนกันมีสิทธิเท่าเทียมกัน และคนพวกนั้นอาจเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องให้การยอมรับตามระบอบประชาธิปไตย
- เสียงส่วนน้อยต้องได้รับความคุ้มครองเพื่อให้มีโอกาสโน้มน้าวใจให้คนหันมาสนับสนุนแล้วกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสักวันหนึ่ง ไม่ใช่เสียงส่วนน้อยใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายเพื่อทำลายความถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย
- ความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยและสังคมไทยต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก เราไม่อาจจะไปขจัดขับไล่คนที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนเราให้หมดไปได้   คำถามที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่าเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรมากกว่า
- หลายคนอาจเจอประสบการณ์ที่ครอบครัวพ่อแม่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานทะเลาะกันเพราะชอบสีเสื้อคนละสี ก็ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดี มีสติและพึงระลึกไว้อยู่เสมอว่าสิ่งใดมีคุณค่ามากที่สุดสำหรับชีวิต

29 พฤศจิกายน 2556

พ่อผมเป็นแกนนำม็อบ

พ่อผมก็เคยเป็นแกนนำม็อบนะ ชุมนุมประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัดและเคยไปยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีด้วย แกเป็นประธาน กคข. (คณะกรรมการรณรงค์คัดค้านเขื่อนปากมูล) Search Google ก็อาจจะเจอข้อมูลอยู่บ้าง



ลำดับเหตุการณ์เขื่อนปากมูล
.
.
.
19 พ.ค.2532
- มีการจัดตั้งคณะกรรมการรณรงค์คัดค้านเขื่อนปากมูล (กคข.) โดยตัวแทนชาวบ้านหาดคูเดื่อ , พิบูลสงคราม, สท. พิบูลมังสาหาร,สสส.อีสาน,กลุ่มนักกฎหมายจังหวัดอุบลฯ,พ่อค้า โดยมีนายไพฑูรย์ ชอบเสียง เป็นประธาน
.
.
30 ม.ค.2533
- นสพ. Bangkok post รายงานว่าการชี้แจงเรื่องเขื่อนปากมูลของคณะ รมต.เฉลิม เกิดการวอล์คเอาท์ที่ศาลากลางและการโห่ไล่ของชาวบ้านที่ อ.โขงเจียมและ อ.พิบูลฯ

- นสพ.มติชน ,เดลินิวส์ , วัฏจักร ลงข่าวเหตุการณ์ รมต.เฉลิม ชี้แจงเขื่อนปากมูลและถูกฝ่ายค้านวอล์คเอาท์ มีการใช้ท่าทีแสดงอำนาจต่อชาวบ้าน ทำให้เกิดความไม่พอใจรุนแรงมากขึ้น

- สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และช่อง 9 อสมท. ออกรายการข่าวว่าการชี้แจงของ รมต.เฉลิมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประชาชนอุบลราชธานีสนับสนุนให้มีการสร้างเขื่อนปากมูล

- กคข.โดยนายไพฑูรย์ ชอบเสียง และแม่ใหญ่ต่อม นาจาน ตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลและสื่อมวลชนของรัฐวางตัวเป็นกลางและรับฟังเสียงประชาชน

- กลุ่มนักศึกษาอีสาน 17 จังหวัด ม.รามคำแหงเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนและระงับโครงการเขื่อนปากมูล

- ราษฏร อ.โขงเจียมและอ.พิบูลฯ 200 คน เดินทางไปวางหรีดประนาม นักจัดรายการ ‘ข่าวบ้านเฮา’ ที่สถานีวิทยุประชาสัมพันธ์อุบลฯ เนื่องจากผู้จัดรายการดังกล่าวออกอากาศโจมตีผู้ค้านเขื่อนว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง ขัดขวางความเจริญเป็นเครื่องมือของมือที่สาม

- มีการทำลายบอร์ดนิทรรศการ ‘ความรู้เรื่องเขื่อนปากมูลและผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณแก่งสะพือ

11-14 ก.พ.2533

ราษฎรจากอ.โขงเจียมและ อ.พิบูลฯประมาณ 2,000 คน ชุมนุมที่แก่งสะพือและเคลื่อนตัวไปที่ศาลากลางจังหวัดอุบลฯเพื่อยื่นหนังสือประท้วง และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน และระงับโครงการเขื่อนปากมูล ผ่านนายสายสิทธิ์ พรแก้ว ผวจ.อุบลฯการชุมนุมได้ ดำเนินไป 3 วัน 3 คืน ทางจังหวัดได้รายงานเหตุการณ์ที่บิดเบือนไปยังกระทรวงมหาดไทย ทำเนียบรัฐบาลและสื่อมวลชน มีการจ้างเกณฑ์ราษฎรจากอำเภอต่างๆ มาเป็นม๊อบสนับ สนุนเพื่อให้เกิดการปะทะฝ่ายค้าน การตัดน้ำ ไฟ บริเวณที่ชุมนุม มีการนำลวดหนาม กำลัง ทสปช. ตำรวจ ทหาร พร้อมอาวุธสงครามมาล้อมรอบกลุ่มผู้ชุมนุม มีใบปลิวโจมตีกล่าวหาผู้คัดค้านว่าเป็นคอมมิวนิสต์
.
.
.
จาก  http://www.oocities.org/munriver_2000/even.html




ความทรงจำในเรื่องคัดค้านเขื่อนปากมูลของผมไม่ค่อยชัดเ้จนนัก อาจเป็นเพราะตอนนั้นอายุเพียง 12 - 13 ปี จำได้ว่าช่วงเวลานั้นพ่อคัดค้านการสร้างเขื่อนปากมูล ผมก็ติดสติ๊กเกอร์คัดค้านเขื่อนที่กระเป๋านักเรียนถือไปโรงเรียน ดูข่าวพ่อพาคนไปประท้วงที่หน้าศาลากลางจังหวัด ทีวีออกข่าวว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเผาบัตรประชาชน แต่ก็ไม่รู้ว่าพ่อผมเผาบัตรไปกับเขาด้วยหรือเปล่า

พ่อเคยลงสมัครทั้ง ส.ท. ส.จ. และ ส.ส. หลายครั้ง จนกระทั่งช่วงท้ายของชีวิต พ่อได้รับเลือกตั้งเป็น ส.จ. ถ้าพูดถึงความเป็นนักการเมือง พ่อผมก็คงเป็นนักการเมืองประเภทที่มีจุดเริ่มต้นเข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยอุดมการณ์อย่างแท้จริง ซึ่งผมก็ภาคภูมิใจในเรื่องนี้มาโดยตลอด

คำถามสำคัญที่ผมอยากจะรู้จากพ่อในตอนนี้ก็คือว่า ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อจะเสื้อสีอะไร??!! 555

หมายเหตุ
ภาพประกอบ: สแกนด้วยตัวเอง บางรูปมีข้อความเขียนด้านหลังด้วยลายมือของพ่ออธิบายเหตุการณ์